test drive-New teana 2.5XV หนุ่มขึ้น คล่องแคล่ว
ReadyPlanet.com


สอบถามราคารับซื้อรถผ่านทางไลน์


New teana 2.5XV หนุ่มขึ้น คล่องแคล่ว
จากที่ Nissan เปิดตัว “New Teana” รหัส L33 (เปลี่ยนจากรหัส J) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยแบ่งการทำตลาดเป็น 5 รุ่นย่อย สองทางเลือกเครื่องยนต์ คือ MR20DE ขนาด 2.0 ลิตร บล็อกเดิม กับ QR25DE ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ ซึ่งมาแทนรหัส VQ25DE แบบ 6 สูบเดิม
 จากที่ Nissan เปิดตัว “New Teana” รหัส L33 (เปลี่ยนจากรหัส J) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยแบ่งการทำตลาดเป็น 5 รุ่นย่อย สองทางเลือกเครื่องยนต์ คือ MR20DE ขนาด 2.0 ลิตร บล็อกเดิม กับ QR25DE ขนาด 2.5 ลิตร 4 สูบ ซึ่งมาแทนรหัส VQ25DE แบบ 6 สูบเดิม
“ New Teana ” ที่เปิดตัวมาใหม่นี้เป็นเจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งหลายๆคนที่เห็นรูปแต่ไม่เห็นคันจริง ดูเผินๆ อาจจะคิดว่าเหมือนการจับ Sylphy มาขยายตัวถังออก ซึ่งผมเองก็คิดอย่างงั้นเหมือนกันครับ แม้รูปลักษณ์การออกแบบจะคล้าย กับคอมแพกต์คาร์รุ่นน้อง แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้ว  Teana มีมิติที่ลึก และหรูหรากว่า ตัวถังจริงๆ ใหญ่พอสมควร และใหญ่กว่า Teana รุ่นเดิมด้วยความยาว 4,875 มม. (เพิ่มจากรุ่นเดิม 25 มม.) กว้าง 1,830 มม. (เพิ่ม 35 มม.) สูง 1,490 มม.(เพิ่ม 5 มม.) ส่วนระยะฐานล้อเท่าเดิม 2,775 มม. โดย Nissan พยายามออกแบบให้ตัวถัง ลดแรงปะทะจากลม เสาเอ-พิลลาร์ลาดเอียง สอดคล้องกับเสาซี-พิลลาร์ ส่งให้รถดูปราดเปรียว ออกแบบลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่ง New Teana มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง0.29 เท่านั้น (เท่ากับซิลฟี)
 Nissan ได้เพิ่มวัสดุซับเสียงในหลายๆ จุด จนกล้าพูดว่าภายในห้องโดยสารของ New Teana  เงียบที่สุดในคลาสเดียวกัน และดีกว่า Teana ที่ทำตลาดในจีน หรืออัลติมาที่ขายในอเมริกาเสียอีก
“ New Teana ” ที่เปิดตัวมาใหม่นี้เป็นเจเนอเรชันที่ 3 ซึ่งหลายๆคนที่เห็นรูปแต่ไม่เห็นคันจริง ดูเผินๆ อาจจะคิดว่าเหมือนการจับ Sylphy มาขยายตัวถังออก ซึ่งผมเองก็คิดอย่างงั้นเหมือนกันครับ แม้รูปลักษณ์การออกแบบจะคล้าย กับคอมแพกต์คาร์รุ่นน้อง แต่ถ้าพิจารณาในรายละเอียดแล้ว  Teana มีมิติที่ลึก และหรูหรากว่า ตัวถังจริงๆ ใหญ่พอสมควร และใหญ่กว่า Teana รุ่นเดิมด้วยความยาว 4,875 มม. (เพิ่มจากรุ่นเดิม 25 มม.) กว้าง 1,830 มม. (เพิ่ม 35 มม.) สูง 1,490 มม.(เพิ่ม 5 มม.) ส่วนระยะฐานล้อเท่าเดิม 2,775 มม. โดย Nissan พยายามออกแบบให้ตัวถัง ลดแรงปะทะจากลม เสาเอ-พิลลาร์ลาดเอียง สอดคล้องกับเสาซี-พิลลาร์ ส่งให้รถดูปราดเปรียว ออกแบบลู่ลมตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่ง New Teana มีค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานเพียง0.29 เท่านั้น (เท่ากับซิลฟี)

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างวิศวกรรมแล้ว  Nissan ยังเพิ่มออปชัน  เพื่อเป็นจุดขายใหม่อีกหลายประการ เช่น  กล้องมองภาพรอบทิศทาง ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นวัตถุรอบตัวรถได้สะดวก ด้วยการฝังกล้องรวม 4 ตัวไว้บริเวณกระจังหน้า กระจกมองข้างซ้าย-ขวา และฝากระโปรงหลัง
       
       ตลอดจนระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ ITS ประกอบด้วย ระบบเตือนให้รักษาตำแหน่งรถในช่องทาง (Lane Departure Warning : LDW) ซึ่งจะแจ้งเตือนเมื่อรถเคลื่อนไหวในทิศทางที่ออกนอกเลนโดยไม่ตั้งใจขณะที่มี ความเร็วสูงกว่า 70 กิโลเมตร/ชั่วโมง

Nissan   Teana  ยังดูคุ้มค่าด้วยการให้ระบบความปลอดภัยมาเป็นมาตรฐานครบทุกรุ่น ทั้งระบบช่วยควบคุมทิศทางขณะเลี้ยว (Active Trace Control: ATC) ช่วยให้เข้าโค้งได้เฉียบคม ป้องกันอาการหน้าดื้อโค้ง โดยระบบ ATC จะส่งแรงเบรกไปชะลอ 2 ล้อด้านในที่หักเลี้ยว เพื่อช่วยรักษาทิศทางของตัวรถให้เคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
       
       ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว อัตโนมัติ (Vehicle Dynamics Control: VDC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control System : TCS) ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist : HSA) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก (ABS) ระบบกระจายแรงเบรก (EBD) ระบบเสริมแรงเบรก (BA) พร้อมถุงลม 6 จุด ถุงลมคู่หน้า (SRS Airbags) ถุงลมด้านข้าง (Side Airbags) และม่านถุงลมด้านข้าง (Curtain Airbags) และกล้องมองหลัง
       
       …ย้ำว่าทั้งหมดนี้ติดมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานตั้งแต่ราคา 1.27-1.62 ล้านบาทนะครับ

Nissan   Teana  ยังดูคุ้มค่าด้วยการให้ระบบความปลอดภัยมาเป็นมาตรฐานครบทุกรุ่น ทั้งระบบช่วยควบคุมทิศทางขณะเลี้ยว (Active Trace Control: ATC) ช่วยให้เข้าโค้งได้เฉียบคม ป้องกันอาการหน้าดื้อโค้ง โดยระบบ ATC จะส่งแรงเบรกไปชะลอ 2 ล้อด้านในที่หักเลี้ยว เพื่อช่วยรักษาทิศทางของตัวรถให้เคลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

มาที่ภายในห้องโดยสาร มีโทนสีให้เลือก ดำ และ เบจ  ซึ่งเลือกได้ตามต้องการ   เบาะนั่งคู่หน้า เหมือนจะบางลงแต่โครงสร้างก็พอเหมาะ รองรับสรีระได้กระชับ พร้อมปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง เสริมด้วยระบบดันหลัง (Lumbar Support) ขณะที่เบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นั่งสบายระดับหนึ่ง ระยะห่างช่วงขากับเบาะหน้า (Leg room) เหลือเฟือ ส่วนระยะหัวกับเพดาน (Head room) อาจจะเหลือน้อยไปนิด บริเวณคอนโซลกลางประกอบไปด้วย เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone (แยกอิสระได้ซ้าย-ขวา)  หน้าจอแสดงผล 5” ไม่สามารถสัมผัสได้    นอกนั้นอุปกรณ์พื้นฐานในห้องโดยสาร ก็ยังมีมาให้แบบครบครัน  อย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งปุ่ม Start Engine,  พวงมาลัย พร้อมสวิทช์ Multifunction และ Cruise Control    ที่ด้านขวาพวงมาลัย จะมีปุ่มอีกมาก ทั้ง ปุ่มปิด Warning, ECO Mode,  สวิทช์ ม่านบังแดด, ปุ่มปิด Traction  เมื่อหันมามอง ที่จอ 3D  ดู สะดวกสบายตา สมจริง  สามารถปรับดูค่า ต่างๆ ได้ผ่านทางปุ่ม Multifunction  ที่พวงมาลัย    เบาะไฟฟ้า ที่มีตัวดันหลัง  พร้อม Memory Seat 2 ค่า สามารถ Sync กับกุญแจอัจฉริยะ ได้  และจุดขายหนึ่งคือ เครื่องเสียง BOSE  ที่มาพร้อมลำโพง 9 ตัว   ให้เสียงหนาสะใจ แต่ รู้สึกเสียงจะยังไม่กว้างใส นัก

มาที่ภายในห้องโดยสาร มีโทนสีให้เลือก ดำ และ เบจ  ซึ่งเลือกได้ตามต้องการ   เบาะนั่งคู่หน้า เหมือนจะบางลงแต่โครงสร้างก็พอเหมาะ รองรับสรีระได้กระชับ พร้อมปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง เสริมด้วยระบบดันหลัง (Lumbar Support) ขณะที่เบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นั่งสบายระดับหนึ่ง ระยะห่างช่วงขากับเบาะหน้า (Leg room) เหลือเฟือ ส่วนระยะหัวกับเพดาน (Head room) อาจจะเหลือน้อยไปนิด บริเวณคอนโซลกลางประกอบไปด้วย เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone (แยกอิสระได้ซ้าย-ขวา)  หน้าจอแสดงผล 5” ไม่สามารถสัมผัสได้    นอกนั้นอุปกรณ์พื้นฐานในห้องโดยสาร ก็ยังมีมาให้แบบครบครัน  อย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งปุ่ม Start Engine,  พวงมาลัย พร้อมสวิทช์ Multifunction และ Cruise Control    ที่ด้านขวาพวงมาลัย จะมีปุ่มอีกมาก ทั้ง ปุ่มปิด Warning, ECO Mode,  สวิทช์ ม่านบังแดด, ปุ่มปิด Traction  เมื่อหันมามอง ที่จอ 3D  ดู สะดวกสบายตา สมจริง  สามารถปรับดูค่า ต่างๆ ได้ผ่านทางปุ่ม Multifunction  ที่พวงมาลัย    เบาะไฟฟ้า ที่มีตัวดันหลัง  พร้อม Memory Seat 2 ค่า สามารถ Sync กับกุญแจอัจฉริยะ ได้  และจุดขายหนึ่งคือ เครื่องเสียง BOSE  ที่มาพร้อมลำโพง 9 ตัว   ให้เสียงหนาสะใจ แต่ รู้สึกเสียงจะยังไม่กว้างใสนัก

มาที่ภายในห้องโดยสาร มีโทนสีให้เลือก ดำ และ เบจ  ซึ่งเลือกได้ตามต้องการ   เบาะนั่งคู่หน้า เหมือนจะบางลงแต่โครงสร้างก็พอเหมาะ รองรับสรีระได้กระชับ พร้อมปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง เสริมด้วยระบบดันหลัง (Lumbar Support) ขณะที่เบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นั่งสบายระดับหนึ่ง ระยะห่างช่วงขากับเบาะหน้า (Leg room) เหลือเฟือ ส่วนระยะหัวกับเพดาน (Head room) อาจจะเหลือน้อยไปนิด บริเวณคอนโซลกลางประกอบไปด้วย เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone (แยกอิสระได้ซ้าย-ขวา)  หน้าจอแสดงผล 5” ไม่สามารถสัมผัสได้    นอกนั้นอุปกรณ์พื้นฐานในห้องโดยสาร ก็ยังมีมาให้แบบครบครัน  อย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งปุ่ม Start Engine,  พวงมาลัย พร้อมสวิทช์ Multifunction และ Cruise Control    ที่ด้านขวาพวงมาลัย จะมีปุ่มอีกมาก ทั้ง ปุ่มปิด Warning, ECO Mode,  สวิทช์ ม่านบังแดด, ปุ่มปิด Traction  เมื่อหันมามอง ที่จอ 3D  ดู สะดวกสบายตา สมจริง  สามารถปรับดูค่า ต่างๆ ได้ผ่านทางปุ่ม Multifunction  ที่พวงมาลัย    เบาะไฟฟ้า ที่มีตัวดันหลัง  พร้อม Memory Seat 2 ค่า สามารถ Sync กับกุญแจอัจฉริยะ ได้  และจุดขายหนึ่งคือ เครื่องเสียง BOSE  ที่มาพร้อมลำโพง 9 ตัว   ให้เสียงหนาสะใจ แต่ รู้สึกเสียงจะยังไม่กว้างใสนัก

มาที่ภายในห้องโดยสาร มีโทนสีให้เลือก ดำ และ เบจ  ซึ่งเลือกได้ตามต้องการ   เบาะนั่งคู่หน้า เหมือนจะบางลงแต่โครงสร้างก็พอเหมาะ รองรับสรีระได้กระชับ พร้อมปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง เสริมด้วยระบบดันหลัง (Lumbar Support) ขณะที่เบาะนั่งสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง นั่งสบายระดับหนึ่ง ระยะห่างช่วงขากับเบาะหน้า (Leg room) เหลือเฟือ ส่วนระยะหัวกับเพดาน (Head room) อาจจะเหลือน้อยไปนิด บริเวณคอนโซลกลางประกอบไปด้วย เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ Dual Zone (แยกอิสระได้ซ้าย-ขวา)  หน้าจอแสดงผล 5” ไม่สามารถสัมผัสได้    นอกนั้นอุปกรณ์พื้นฐานในห้องโดยสาร ก็ยังมีมาให้แบบครบครัน  อย่างที่ควรจะเป็น  ทั้งปุ่ม Start Engine,  พวงมาลัย พร้อมสวิทช์ Multifunction และ Cruise Control    ที่ด้านขวาพวงมาลัย จะมีปุ่มอีกมาก ทั้ง ปุ่มปิด Warning, ECO Mode,  สวิทช์ ม่านบังแดด, ปุ่มปิด Traction  เมื่อหันมามอง ที่จอ 3D  ดู สะดวกสบายตา สมจริง  สามารถปรับดูค่า ต่างๆ ได้ผ่านทางปุ่ม Multifunction  ที่พวงมาลัย    เบาะไฟฟ้า ที่มีตัวดันหลัง  พร้อม Memory Seat 2 ค่า สามารถ Sync กับกุญแจอัจฉริยะ ได้  และจุดขายหนึ่งคือ เครื่องเสียง BOSE  ที่มาพร้อมลำโพง 9 ตัว   ให้เสียงหนาสะใจ แต่ รู้สึกเสียงจะยังไม่กว้างใสนัก

ในส่วนของสมรรถนะจากเครื่องยนต์ QR25DE ขนาด 2.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Twin CVTC ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที (เดิม VQ 6 สูบ 2.5 ลิตร 182 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 234 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที น้ำหนักของเครื่องยนต์นั้นเบากว่าบล็อกเดิม 30 กิโลกรัม และ Nissan ยังเคลมว่าประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 27% หรือแจงตัวเลขว่ารุ่นใหม่มีอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 13.3 กม./ลิตร ขณะที่รุ่นเก่าเครื่องยนต์ วี6 ทำได้ 10.5 กม./ลิตร
 นอกจากนี้  Nissan ได้พัฒนาระบบส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติ XTRONIC CVT ใหม่ ไม่ว่าจะเป็นขยายความกว้างของอัตราทดเกียร์เพิ่มขึ้น 17% พร้อมออกแบบให้ลดแรงเสียดทานของระบบเกียร์ลง 40% รวมถึงลดขนาดของปั๊มน้ำมันเกียร์ และลดระดับน้ำมันเกียร์ในระบบ
ในส่วนของสมรรถนะจากเครื่องยนต์ QR25DE ขนาด 2.5 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Twin CVTC ให้กำลังสูงสุด 173 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที (เดิม VQ 6 สูบ 2.5 ลิตร 182 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 234 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที น้ำหนักของเครื่องยนต์นั้นเบากว่าบล็อกเดิม 30 กิโลกรัม และ Nissan ยังเคลมว่าประหยัดน้ำมันกว่าเดิม 27% หรือแจงตัวเลขว่ารุ่นใหม่มีอัตราบริโภคน้ำมันเฉลี่ย 13.3 กม./ลิตร ขณะที่รุ่นเก่าเครื่องยนต์ วี6 ทำได้ 10.5 กม./ลิตร
การขับขี่จริง เครื่องยนต์ผสานการทำงานกับเกียร์ชุดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผ่านกำลังสู่ล้อคู่หน้าได้ต่อเนื่อง จังหวะออกตัวกระฉับกระเฉง น้ำหนักของคันเร่งกำลังดี กดไปนิดรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นไป3,000-4,000 ส่งให้รถเคลื่อนตัวไปแบบนิ่มๆ บุคลิกของ Teana ใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ออกแนวขับเพลิน พละกำลังและความแรงจัดให้ตามแรงกดของเท้าขวา จังหวะเร่งแซง ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง วิ่งใช้ความเร็ว 120-140 กม./ชม. ยังควบคุมได้มั่นใจ
       
       เรื่องของเกียร์แม้จะไม่มีแพดเดิลชิฟต์  แต่ Nissan มีโหมดสปอร์ต และโหมด Ds ให้เลือกตามความชอบ อย่างโหมดสปอร์ต หรือ OD OFF ที่รู้จักกันดี มีปุ่มกดบริเวณหัวเกียร์ โดยโหมดนี้จะเลือกใช้เกียร์ต่ำกว่าปกติ (ในโหมดเกียร์ D) รอบเครื่องยนต์รออยู่แถว 3,000-4,000 รอบ เพื่อการตอบสนองที่ทันใจ ส่วนโหมด DS นั้นซับซ้อนขึ้นมาอีกนิด โดยผู้ขับจะต้องผลักคันเกียร์ลงมาให้สุด
โดยปกติเกียร์ CVT หรือเกียร์แบบสายพาน อัตราทดแปรผันต่อเนื่อง หากเรากดคันเร่งแช่ (แม้จะแตะเบาๆ) แต่ถ้าไม่ผ่อนเบาคันเร่ง รอบก็จะดีดขึ้นไปเรื่อยละครับ ส่วนเกียร์ในโหมด Ds จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงบุคลิกดังกล่าว ซึ่งการเหยียบคันเร่งในลักษณะเดียวกัน เกียร์จะมีการชิฟต์เปลี่ยนเหมือนเกียร์อัตโนมัติทั่วไป (แบบเฟืองและทอร์คคอนเวอร์เตอร์) รอบจะไม่ลากไปยาวๆ ให้น่ารำคาญ ที่สำคัญยังช่วยให้การขับขี่สนุกสนาน ยกตัวอย่างในจังหวะเข้าโค้ง-ออกโค้ง กล่าวคือ กรณีขับมาเร็วๆ เตรียมเข้าโค้ง หากคนขับแตะเบรก ความเร็วลดลง แต่รอบเครื่องยนต์จะไม่ตกครับ และอาจจะค้างอยู่แถวๆ 3,000-4,000 รอบ เพื่อจังหวะเร่งส่ง (ออกโค้ง) จะทำได้รวดเร็วทันที
การขับขี่จริง เครื่องยนต์ผสานการทำงานกับเกียร์ชุดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผ่านกำลังสู่ล้อคู่หน้าได้ต่อเนื่อง จังหวะออกตัวกระฉับกระเฉง น้ำหนักของคันเร่งกำลังดี กดไปนิดรอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นไป3,000-4,000 ส่งให้รถเคลื่อนตัวไปแบบนิ่มๆ บุคลิกของ Teana ใหม่ ในรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ออกแนวขับเพลิน พละกำลังและความแรงจัดให้ตามแรงกดของเท้าขวา จังหวะเร่งแซง ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง วิ่งใช้ความเร็ว 120-140 กม./ชม. ยังควบคุมได้มั่นใจ
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงความสนุกขับมัน แต่ New Teana  ยังมีระบบ “อีโค” (Eco) ตามสมัยนิยม ด้วยการเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ และลดการตอบสนองของเครื่องยนต์ ตลอดจนควบคุมระบบแอร์ไม่ให้ทำงานหนัก หวังให้รถประหยัดน้ำมันสูงสุด
       
       ด้านช่วงล่างและการควบคุมของ  Teana ใหม่ทำได้ยอดเยี่ยมครับ แม้ตัวรถจะยาวเกือบๆ 5 เมตร แต่ยังขับขี่คล่องแคล่ว อย่างพวงมาลัยนั้นเป็นแร็กแอนด์พิเนียน แบบ HEPS – Hydraulic Electric Power Steering System ซึ่งจะใช้ทั้งปั๊มไฮดรอลิก และมอเตอร์ไฟฟ้า ช่วยกันควบคุมผ่อนแรง ซึ่ง ควบคุมมันมือ มั่นใจ จังหวะเลี้ยวหนึบหนับ พร้อมให้ความแม่นยำตามการสั่งงานซ้ายขวา สำหรับช่วงล่างหน้า แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง พัฒนาใหม่ทั้งในส่วนของแขนโครงสร้าง และจุดยึดต่างๆ ในตำแหน่งผู้ขับ ช่วงล่างเกาะถนนแน่น การเข้าออกโค้งทำได้เนียนๆ แต่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังจะรู้สึกสะเทือนกว่า ส่วนเบรกที่เป็นดิสก์ทั้งสี่ล้อ ทำหน้าที่ได้อย่างนุ่มนวล เซตน้ำหนักและระยะกดของแป้นเบรกสัมพันธ์กับจังหวะจับและระยะเบรกได้อย่างสุดยอด
       
       สำหรับช่วงล่างหน้า แม็กเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง และมัลติลิงก์ พร้อมเหล็กกันโคลง พัฒนาใหม่ทั้งในส่วนของแขนโครงสร้าง และจุดยึดต่างๆ ในตำแหน่งผู้ขับ ช่วงล่างเกาะถนนแน่น การเข้าออกโค้งทำได้เนียนๆ แต่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลังจะรู้สึกสะเทือนกว่า ส่วนเบรกที่เป็นดิสก์ทั้งสี่ล้อ ทำหน้าที่ได้อย่างนุ่มนวล เซตน้ำหนักและระยะกดของแป้นเบรกสัมพันธ์กับจังหวะจับและระยะเบรกได้อย่างสุด ยอด
       
       ปิดท้ายด้วยอัตราบริโภคน้ำมัน โดยใช้ความเร็วหลากหลาย 100-140 กม./ชม. สลับจังหวะรถติด และการเร่งความเร็วแบบโหดๆ พร้อมลองเปลี่ยนโหมดเกียร์เป็นแบบสปอร์ต (OD OFF) และใช้ Ds บ่อยครั้ง (เพราะเป็นโหมดที่ขับสนุก) หน้าจอยังแสดงตัวเลข 9-10 กม./ลิตร
อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงความสนุกขับมัน แต่ New Teana  ยังมีระบบ “อีโค” (Eco) ตามสมัยนิยม ด้วยการเลือกใช้ตำแหน่งเกียร์ และลดการตอบสนองของเครื่องยนต์ ตลอดจนควบคุมระบบแอร์ไม่ให้ทำงานหนัก หวังให้รถประหยัดน้ำมันสูงสุด

รวบรัดตัดความ... “New teana” เป็นรถที่ Nissan ภูมิใจ เพราะอะไรดีๆ ได้ถูกใส่มาในรถคันนี้ ออปชันอัจฉริยะและระบบความปลอดภัยพื้นฐานจัดเต็มมาตั้งแต่รุ่นล่าง นับว่าให้ความคุ้มค่าสูง ด้านสมรรถนะการขับขี่ดูหนุ่มขึ้น คล่องแคล่ว และสปอร์ตกว่ารุ่นเดิมที่บุคลิกเนิบเนียน (ส่วนหนึ่งคงเป็นการทำงานของเกียร์) ถ้าเทียบกับแอคคอร์ดที่เป็นรุ่นเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร เว้นเสียแต่การนั่งเป็นผู้โดยสารด้านหลัง อาจจะยังไม่เนียนเหนือคู่แข่งอย่างคัมรี่ ไฮบริด และแอคคอร์ด แต่ด้วย ราคาที่น่าดึงดูดที่สุด  มันจึงทำให้ Nissan Teana ใหม่  เป็นรถยนต์ที่น่าสนใจมากที่สุด ในกลุ่ม ณ ขณะนี้   ซึ่งผมอยากให้ทุกคนที่สนใจ  ได้ลองทดสอบสมรรถนะ และเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ด้วยตัวคุณเองเสียจริง

ที่มา www.manager.co.th / www.autospinn.com เรียบเรียง ธนกฤต www.ksbusedcar.com

 




Test Drive

Mazda CX-5 XDL คุ้มค่าน่าลอง
New toyota Yaris 2013
Mitsubishi Attrage สมราคา น่าใช้
Chevrolet Spin โดดเด่นเรื่องความอเนกประสงค์
Subaru XV หล่อล่ำ ขับสนุก article
New toyota vios 2013
BMW 320i Luxury Line สมรรถนะแรง ประหยัดน้ำมัน
All New Honda Accord
Suzuki Ertiga รถ Mini MPV แบบฉบับพ่อบ้านที่โดดเด่นเรื่องช่วงล่าง
Nissan Pulsar 1.8 อีกหนึ่งรถยนต์ที่ให้ในเรื่องความคุ้มค่า article



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล