Ford Ranger Wildtrak 3.2 ที่สุดของกระบะในบ้านเราชั่วโมงนี้
ReadyPlanet.com


สอบถามราคารับซื้อรถผ่านทางไลน์


Ford Ranger Wildtrak 3.2 ที่สุดของกระบะในบ้านเราชั่วโมงนี้
เมื่อพูดถึงรถยนต์ในบ้านเราแล้ว แทบปฏิเสธไม่ได้ว่าบ้านเมืองประเทศไทยเรานั้นค่อนข้างจะคุ้นชินกับรถยนต์กระบะพอสมควร ด้วยคนไทยนิยมรถยนต์ประเภทนี้มายาวนาน และมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครหลายคน ทั้งใช้ทำงาน และใช้ชีวิตอยู่กับมัน จนค่ายรถยนต์ต่างก็ทราบดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์กระบะมากเป็นอันดับ 2 เป็นรองก็แค่สหรัฐอเมริกาก็เท่านั้น

                ด้วยความที่เรานิยมรถกระบะมาก ทำให้ในช่วงปีที่ผ่านมารถกระบะมากหน้าหลายตาต่างเดินหน้าเข้ามาในการปรับโฉมใหม่ และหนึ่งในนั้นที่เราพูดถึงกันอย่างมากก็เป็นค่ายรถยนต์อเมริกา Ford  ที่ส่ง  All New! Ford Ranger ใหม่มาเป็นตัวชูโรงในปีที่แล้ว จนแทบจะเรียกว่าเป็นรถยนต์อีกรุ่นที่พลิกให้ค่ายรถยนต์เจ้านี้มาติดตลาดรถยนต์อย่างรวดเร็วแถมรับคำชมในเรื่องการออกแบบด้วย

                Ford Ranger  ใหม่นั้น เป็นรถยนต์กระบะที่ได้รับการออกแบบด้วยความใส่ใจทุกรายละเอียด ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนสามารถพูดได้เต็มปากว่า นี่คือรถยนต์ที่ให้ความลงตัวมากในทุกสิ่งและเป็นทุกอย่าง แต่ในขณะที่เราหลายคนทราบดีว่าเวอร์ชั่นธรรมดา มันมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่รอสมรรถนะของรถยนต์คันนี้ในเวอร์ชั่น 3.2 ลิตร ที่น่าจะเรียกได้อีกแหละว่า นี่คือที่สุดของกระบะ...ตัวจริง

เมื่อพูดถึงรถยนต์ในบ้านเราแล้ว แทบปฏิเสธไม่ได้ว่าบ้านเมืองประเทศไทยเรานั้นค่อนข้างจะคุ้นชินกับรถยนต์กระบะพอสมควร ด้วยคนไทยนิยมรถยนต์ประเภทนี้มายาวนาน และมันก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครหลายคน ทั้งใช้ทำงาน และใช้ชีวิตอยู่กับมัน จนค่ายรถยนต์ต่างก็ทราบดีว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์กระบะมากเป็นอันดับ 2 เป็นรองก็แค่สหรัฐอเมริกาก็เท่านั้น

ภายนอกถึก บึกบึน ...อเมริกันแท้แน่นอน

                ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ Ford Ranger  ใหม่ Ford มุ่งเน้นอย่างมากต่อความใส่ใจถึงการพัฒนารถกระบะรุ่นใหม่ที่มองการไกลถึงอนาคต โดยประเมินในเรื่องของราคาค่าพลังงานไปจนกระทั่งในส่วนของลักษณะวิถีชีวิตที่จะลงตัวกับผู้บริโภคได้อย่างไรบ้าง และด้วยภายใต้แนวคิดใหม่ของบริษัท ทำให้รถกระบะ  Ford Ranger  ใหม่ ถูกพัฒนาขึ้นที่ ออสเตรเลีย ภายใต้ ชื่อเล่นที่มีรหัสเรียกว่า  "T6"

                โครงการ  Ford T6  นั้นถือเป็นโครงการที่ใหญ่ไม่ใช่น้อย เนื่องด้วยโครงการพัฒนาใหม่นี้ฉีกทุกกฎของความเป็นกระบะแทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้าของ  ford ranger  ก็จะพบว่า มีการเปลี่ยนในเรื่องของขนาดตัวถัง ตั้งแต่ความกว้าง 1,849 ม.ม. ความยาวรวม 5,359 ม.ม. และมาพร้อมฐานล้อ 3,226 ม.ม. เรียกว่า ทุกมิติของ Ford Ranger  ใหม่ นั้นมีมากกว่าที่เคยในรุ่นก่อนหน้านี้

ความใหญ่ของรถไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มันดูแตกต่าง แต่มันยังรวมถึงในเรื่องของการออกแบบ ที่ครั้งนี้เอาเส้นสายจากรุ่นพี่ที่ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก  ford F-150  มาขัดเกลาแล้วแปลงใส่รถกระบะ  Ford Ranger  ทำให้ มันได้เส้นสายแบบอเมริกันแท้ๆติดตัวมาเป็นดีเอ็นเอ ของกระบะพันธุ์แกร่งจาก Ford แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้ไม่มีวางจำหน่ายในอเมริกา 

ความใหญ่ของรถไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มันดูแตกต่าง แต่มันยังรวมถึงในเรื่องของการออกแบบ ที่ครั้งนี้เอาเส้นสายจากรุ่นพี่ที่ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก  ford F-150  มาขัดเกลาแล้วแปลงใส่รถกระบะ  Ford Ranger  ทำให้ มันได้เส้นสายแบบอเมริกันแท้ๆติดตัวมาเป็นดีเอ็นเอ ของกระบะพันธุ์แกร่งจาก Ford แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้ไม่มีวางจำหน่ายในอเมริกา

ความใหญ่ของรถไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทำให้มันดูแตกต่าง แต่มันยังรวมถึงในเรื่องของการออกแบบ ที่ครั้งนี้เอาเส้นสายจากรุ่นพี่ที่ได้รับความชื่นชอบจากทั่วโลก  ford F-150  มาขัดเกลาแล้วแปลงใส่รถกระบะ  Ford Ranger  ทำให้ มันได้เส้นสายแบบอเมริกันแท้ๆติดตัวมาเป็นดีเอ็นเอ ของกระบะพันธุ์แกร่งจาก Ford แล้วก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้รถรุ่นนี้ไม่มีวางจำหน่ายในอเมริกา              

จากกระจังหน้าแบบ โครเมี่ยม 3 แถบ เส้นสายที่ส่งถึงความบึกบึนตั้งแต่โป่งล้อ ที่ให้ความลงตัวอย่างมา และส่งต่อรายละเอียดสู่ด้านข้างแบบคงความแกร่งรอบคัน ไปจนถึงด้านท้าย ที่มัน ดูเป็นรถที่ไม่ใช่เพียงแค่และดูใหญ่แต่ให้อารมณ์ทันสมัยไปพร้อมกันด้วย และสามารถไปได้ทุกที่ ทั้งในเมืองหรือจะเป็นในชนบทห่างไกล ถือเป็นเสน่ห์ที่เย้ายวน

                องค์ประเดียวกันนี้ เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยตั้งแต่เปิดตัว จวบจนทดสอบ รถยนต์  Ford Ranger 2.2  เมื่อปีกลาย และครั้งนี้ที่มาพบกับเวอร์ชั่น 3.2 ลิตร ที่เฝ้ารอมานานปานว่า เป็นสุดยอดรถยนต์ในตำนาน" เจ้ากระบะยักษ์" ซึ่งเป็นฉายาใที่แอบตั้งให้นั้น ก็มาพร้อมรายละเอียดที่เสริมความหล่อเบ็ดเสร็จจากโรงงานกับชื่อ  ""Wildtrak"

การตบแต่งเพิ่มเติมของ  Wildtrak  นั้น โดยรวมเป็นการเน้นแต่งแต้มความหล่อของรถให้มีความแตกต่างจากรุ่นทั่วไป และองค์ประกอบนี้ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้เรารู้สึกว่า  Ford Range 3.2 Wildtrak  มีความลงตัวมากยิ่งขึ้น เรียกว่าเป็นสปอร์ตแบบเต็มขั้นที่คลุกเคล้ามาอย่างลงตัว กระจังหน้าที่เป็นโครเมียมถูกขลับด้วยสี Dark Grey  เพิ่มความดุดันตั้งแต่แรกเห็น กระจกมองข้างสีเดียวที่มีไฟส่องพื้นในยามค่ำคืน ตามติด บันไดข้าง  สปอร์ตบาร์ สี Dark Grey  ราวหลังคา ที่พร้อมสรรพ ไปจนถึง ล้ออัลลอยขอบ 18 นิ้วจัดมาให้เต็มมาให้กับยางขนาด 265/65/R18 จนเรียกว่าลงตัว แม้แต่กูรูเรื่องรถอย่างเรายังไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อดี เว้นแต่คนที่อาจจะอยากได้มันไปลุยเป็นจริงเป็นจัง อันนี้ก็ว่ากันไปตามสูตร

 

ห้องโดยสารทันสมัย เท่ห์แตกต่างไม่เหมือนใคร

                ในห้องโดยสารเมื่อเปิดประตูมา Ford Ranger wildtrak  3.2 มาพร้อมกับอารมณ์สปอร์ตที่แตกต่างอย่างชัดเจน มันดุดีลงตัวมากยิ่งขึ้น ด้วย รายละเอียดที่ให้ความลงตัวเริ่มจากสีภายในโทนดำดูแลง่ายและสปอร์ตด้วยการตบแต่งสลับส้ม ให้รายละเอียดลึกลงไปจนถึงกระทั่งด้ายที่ใช้เย็บเบาะผสมลงตัวกับหนังและผ้าแบบเบาะรถซิ่งช่วยให้กระชับในยามเข้าโค้ง ซึ่งด้านคนขับเป็นเบาะนั่งแบบปรับไฟฟ้า

ห้องโดยสารทันสมัย เท่ห์แตกต่างไม่เหมือนใคร

เบาะนั่งที่ดูดียังลงตัวกับการจัดวางในห้องโดยสาร ตั้งแต่ตรงหน้าคนขับที่มาพร้อมมาตรวัดสปอร์ตสีขาว พวงมาลัยมัลติฟังชั่น จุไว้ด้วยปุ่มควบคุมเครื่องพร้อมระบบ voice Control  ทางด้านซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นระบบ Cruise Control  ช่วยในการขับขี่

ตรงกลางคอนโซลหน้ามาพร้อมระบบแอร์อัตโนมัติ และ เครื่องเสียงที่คุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดีเสียงแน่น อาจจะขาดแหลมไปบ้างเล็กน้อย แต่ก็ให้รายละเอียดที่ลงตัวมาก ส่วนช่วงหลัง มีระบบควบคุมการขับขี่อีก 2 อย่างคือ ระบบช่วยลงทางชัน และ ระบบเฟืองท้ายไฟฟ้า ที่สามารถตัดและต่อการทำงาน ช่วยในการฝ่าฟันทุกอุปสรรคบนเส้นทางโหด

                ด้านหลังของห้องโดยสาร ผู้โดยสารสามารถนั่งได้อย่างสบายแม้จะเป็นคนตัวใหญ่แต่ก็สามารถที่จะนั่งได้สูงสุดถึง 3 นั่งในตอนหลัง และถึงคนขับจะดันเบาะสุดราง มันก็ไม่ได้ทำให้พื้นที่แคบลงมากอย่างที่คิดเรียกว่าเดินทางไกลสบายมากอย่างไม่ต้องสงสัย

สมรรถนะเริ่มต้นพร้อมลุยในป่าคอนกรีต

                แชะ..แชะ.. บรื้นในที่สุด เราก็เริ่มต้นกับเจ้า  ford Ranger 3.2  ลิตร ที่แมทช์นี้เราวางแผนล่วงหน้าไว้ยาวนาน กับการทดสอบอารมณ์เต็มอิ่มกับยอดกระบะคันนี้ แต่เริ่มต้นครั้งนี้เราก็ต้องไปบุกตะลุยชีวิตคนเมืองกันก่อนเพื่อดูสภาพจากการใช้งานจริง

การขับขี่ Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ดูๆ มันอาจจะไม่คือกัน ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับง่าด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กับบล็อก 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าที่ 3000 รอบต่อนาที และผลิตแรงบิดปั่นให้กระจุยมากถึง 470 นิวตันเมตรที่ 1750- 2500 รอบต่อนาที ซึ่งถ้ามองแล้วทั้งหมดนี้เป็นแรงม้าที่อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่ได้ใช้จริงอย่างแน่นอน และเช่นกันในเมืองเช่นนี้มันย่อมซดกระจุย ด้วยตัวเลขน้ำมันที่ ป้วนเปี้ยนแถวๆ 8 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่ารับได้ในระดับหนึ่งสำหรับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่พอควร

                เรือนร่างที่ใหญ่ก็เป็นอีกอุปสรรคการขับขี่ อาจจะด้วย ในส่วนของความยักษ์ทำให้ต้องมานั่งระแวดระวังรถมอเตอร์ไซค์ และบางครั้งไซส์บิ๊กของมันก็เล่นเสียคับเลนบนถนน เรียกว่าไปไหนอาจจะลำบากบ้างแต่ ทัศวิสัยในการขับขี่ ต้องยอมรับว่าชัดเจน พอสมควรและสามารถมองได้อย่างกว้างขวางด้วย

การขับขี่ Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ดูๆ มันอาจจะไม่คือกัน ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับง่าด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่กับบล็อก 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้าที่ 3000 รอบต่อนาที และผลิตแรงบิดปั่นให้กระจุยมากถึง 470 นิวตันเมตรที่ 1750- 2500 รอบต่อนาที ซึ่งถ้ามองแล้วทั้งหมดนี้เป็นแรงม้าที่อยู่ในรอบเครื่องยนต์ที่ได้ใช้จริงอย่างแน่นอน และเช่นกันในเมืองเช่นนี้มันย่อมซดกระจุย ด้วยตัวเลขน้ำมันที่ ป้วนเปี้ยนแถวๆ 8 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่ารับได้ในระดับหนึ่งสำหรับเครื่องยนต์บล็อกใหญ่พอควร

กลับมาที่เครื่องยนต์การขับในเมืองด้วยกำลังเครื่องสูงๆนั้นมีข้อดีเพราะในรุ่น 3.2 นั้น และดูจะมีความคล่องตัวมากกว่าในรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร พอตัว มันสามารถทะยานไปอย่างรวดเร็วในช่วงสั้นๆ ทำให้ทันอกทันใจคนชอบมุด แต่ก็อย่างว่าเรือนร่างขนาดใหญ่มันนั้นก็เป็นอุปสรรคในการแหวกว่ายในธาราจราจรเมืองกรุง แต่กดเป็นมาเรียกได้ทันใจ นั่นคือสิ่งที่เราประทับใจในรถยนต์คันนี้

ได้ว่าเที่ยวเตร่...ทริปนี้แอ๋วอุบลฯ

                แม้จะพอเข้าเค้าอยู่บ้างสำหรับการขับขี่ในเมือง แต่ Ford Ranger  Wildtrak 3.2 นั่นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ที่จริงแล้วมันเกิดมาเพื่อสนองตอบต่อการขับขี่บนเส้นทางอย่างทางหลวงมากกว่า เหมาะสำหรับการขับรถยนต์เดินทางบนเส้นทางยาวๆระหว่างเมือง

                การเดินทางครั้งนี้เราเลือกปลายทางอุบลราชธานีเอาไว้ ด้วยเหตุที่ว่าจังหวัดนี้มีเส้นทางที่หลากหลายในการขับขี่ที่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องความแตกต่างในการขับขี่ได้อย่างดีมากยิ่งขึ้น โดยจากกรุงเทพนั้นเราเดินทางด้วยคน  4 คนพร้อมสัมภาระในการขับขี่ ไปตามเส้นทางมุ่งสู่โคราชก่อนตัดออกไปยังสุรินทร์เพื่อมุ่งหน้าสู่ปลายทางของเรา

กลับมาที่เครื่องยนต์การขับในเมืองด้วยกำลังเครื่องสูงๆนั้นมีข้อดีเพราะในรุ่น 3.2 นั้น และดูจะมีความคล่องตัวมากกว่าในรุ่นเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร พอตัว มันสามารถทะยานไปอย่างรวดเร็วในช่วงสั้นๆ ทำให้ทันอกทันใจคนชอบมุด แต่ก็อย่างว่าเรือนร่างขนาดใหญ่มันนั้นก็เป็นอุปสรรคในการแหวกว่ายในธาราจราจรเมืองกรุง แต่กดเป็นมาเรียกได้ทันใจ นั่นคือสิ่งที่เราประทับใจในรถยนต์คันนี้

ในการขับขี่ช่วงแรกตั้งแต่จากกรุงเทพมหานครมาถึงนครราชสีมา Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ให้อารมณ์การขับขี่ที่สร้างความสนุกสนานในการเดินทางทำให้เราไม่เบื่อได้อย่างไม่รู้จบด้วย การขับขี่ที่ง่ายพอสมควร ตัวรถสามารถตอบสนองได้อย่างกระฉับกระเฉงจากเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร  ที่ยังเดินทางยาวๆอย่างสบายใจกับอัตราทดเกียร์มากถึง 6 จังหวะ  เริ่มจาก 4.171,2.342,1.521,1.000,0.867 และท้ายสุด0.691 ทั้งหมดขับลงเฟืองท้ายที่มาพร้อมอัตราทด 3.730  ให้ความลงตัวในการเร่งพอสมควร แม้ยามที่ใช้ความเร็วสูงก็ตาม

                ระหว่างทางเราลองจับอัตราการทำงานของรอบเครื่องยนต์ดูเราพบว่าที่ความเร็ว 100 ก.ม./ช.ม. Ford Ranger  Wildtrak 3.2  ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง 1750 รอบต่อนาทีเท่านั้น ถือว่าค่อนข้างต่ำมากพอสมควรเมื่อเทียบกับกกระบะอื่นๆด้วยกัน และเมื่อดันความเร็วขึ้นไปยัง 120 ก.ม./ช.ม. มันก็ใช้รอบเครื่องยนต์เพียง  2100 รอบต่อนาทีเท่านั้นเอง

                การทำงานที่ของเครื่องยนต์แม้จะใช้ความเร็วสูง ส่งผลดีหลายๆ อย่างต่อเรี่องการขับขี่ ตั้งแค่เสียงเครื่องยนต์ที่เบากว่าเดิม ซึ่งส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบมากยิ่งขึ้น และด้วยความเป็นเครื่องยนต์ 5 สูบของมัน ก็ทำให้ความไพเราะของเสียงเครื่องยนต์ดีขึ้นด้วยไม่ดูเป็นรถกระบะตลาดบ้านๆทั่วไป ซึ่งสร้างความแตกต่างได้พอสมควรในการขับขี่ แต่ก็จะมีข้อเสียงบ้าง  ซึ่งเรื่องหนึ่งก็คือความไม่สมดุลในการทำงาน ของเครื่องยนต์จากความเป็นเครื่องยนต์ 5 สูบ ทำให้หลายครั้งที่เดินทางนานๆ แล้วต้องมาจอดติดไฟแดงก็จะพบว่า เราจะรู้สึกแรงสันสะเทือนที่ไม่ปกติ ลักษณะคล้ายเครื่องยนต์เดินไม่เรียบบ้างเป็นบางครั้ง

รถนะที่เปี่ยมล้น กับช่วงล่างแสนสบาย

หลังจากพ้นในช่วงแรกของการเดินทางมา จากเส้นทางนครราชสีมามุ่งหน้าสู่บุรีรัมย์นั้น ถนน 8 เลน ถูกปาดออกเหลือข้างละ 2 เลน แต่เส้นทางช่วงที่สองนี้ก็โล่งเพราะมีคนใช้เส้นทางที่ค่อนข้างน้อยพอสมควรในการขับขี่ และจังหวะนี้เราก็ขอลองการทดสอบอัตราเร่ง 80-120 และเราได้ตัวเลขออกมาแบบจัดเต็มๆ ที่ 10 วินาทีแบบเป๊ะๆ!!  อย่างอัศจรรย์การทำสถิติ ซึ่งในช่วงระหว่างที่ได้ลองอัตราเร่งช่วงรอบกลาง ก็เข้าใจว่าทำไมถึงมีการปรับอัตราทดที่แทบจะให้ใช้รอบเครื่องยนต์ตลอดเวลา ด้วยส่วนหนึ่งก็เพราะแรงบิดของเจ้า Ford Ranger  Wildtrak 3.2 มีกำลังแรงบิดสูงสุดอยู่ใช้กลางต่ำคือ 1750-2500 รอบต่อนาที และมันเป็นช่วงที่ตอบสนองดีที่สุดในการขับขี่

                หนทางยังว่าเราเลยจัดต่อเนื่องกับการทดสอบความเร็วสูงสุด ที่เมื่อกดปุ๊ปแรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตรก็ออกมาโชว์พลังในทันที และมันดันเราอย่างรวดเร็วไปยังความเร็ว 160 ก.ม./ช.ม. แต่ว่า พอเริ่มย่างสูง 170 ก.ม./ช.ม. มันก็เริ่มออกออาการตัน ซึ่งเชื่อว่าน่าจะมีการเซทระบบไว้ไม่ใช้ใช้รอบเครื่องสูงในการขับขี่รวมถึงการสั่งจ่ายน้ำมัน และในที่สุด แม้นี่จะเป็นเครื่องยนต์ 5 สูบ ขนาด 3.2 ลิตร แต่มันก็ทำไม่ได้สมศักดิ์ศรีที่เราอุตส่าห์มองว่ามันคือยอดกระบะ เพราะความเร็วปลายนี้เราปิดจ๊อบที่ 178 ก.ม./ช.ม. เท่านั้น

พิสูจน์อีกครั้งบนถนน เลนสวนสมรรถนะที่เปี่ยมล้น กับช่วงล่างแสนสบาย 

                ความเร็วปลายที่น้อยเกินไปหนื่อยเมื่อพูดว่า Ford Ranger  Wildtrak 3.2 เป็นเครื่องยนต์แบบ 5 สูบ นั้น ก็ทำให้เรารู้สึกแปลกๆเหมือนกัน แต่ด้วยส่วนนึ่งแจจะเป็นปัจจัยของผู้โดยสารและสัมภาระ แต่ยังไง มองแล้วก็คิดว่ามันน่าจะไปได้อีกด้วยหลักข้อเท็จจริงของเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรเครื่องที่มีความจุดมากกว่า ทว่าสิ่งที่เราทดสอบก็ยังคือความจริงแม้จะทดสอบในรอบที่ 2 และ รอบที่สามอย่างต่อเรื่อง ตัวเลขที่ได้ก็ไม่เคยเกิน 180 ก.ม./ช.ม.เลยสักครั้ง ทำให้เราอนุมานว่าน่าจะมีการสั่งระบบบางอย่างไว้เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์เหมาะสม ไม่มากไปจนเป็นอันตราย โดยเฉพาะกับรถยนต์ทีมีความใหญ่และสูงโย่งเช่นนี้

ในการขับขี่ช่วงแรกตั้งแต่จากกรุงเทพมหานครมาถึงนครราชสีมา Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ให้อารมณ์การขับขี่ที่สร้างความสนุกสนานในการเดินทางทำให้เราไม่เบื่อได้อย่างไม่รู้จบด้วย การขับขี่ที่ง่ายพอสมควร ตัวรถสามารถตอบสนองได้อย่างกระฉับกระเฉงจากเครื่องยนต์ขนาด 3.2 ลิตร  ที่ยังเดินทางยาวๆอย่างสบายใจกับอัตราทดเกียร์มากถึง 6 จังหวะ  เริ่มจาก 4.171,2.342,1.521,1.000,0.867 และท้ายสุด0.691 ทั้งหมดขับลงเฟืองท้ายที่มาพร้อมอัตราทด 3.730  ให้ความลงตัวในการเร่งพอสมควร แม้ยามที่ใช้ความเร็วสูงก็ตาม

ใครที่เคยมาอุบลราชธานี โดยขับรถยนต์มานั้น คงพอจะทราบกันบ้างว่า การเดินทางไปยังจังหวัดใหญ่ชายแดนนั้น ตั้งแต่ช่วงบุรีรัมย์เป็นต้นมาเราจะต้องขับขี่บนถนนสองเลนสวนอีกตลอดระยะทางที่เหลือและนั่นก็ทำให้เราได้ทดสอบความสามารถอีกครั้งในเรื่องของอัตราเร่ง

                ในการขับขี่ถนน 2 เลน สวนนั้น ปัจจัยที่สำคัญก็ดูท่าจะไม่พ้น ที่เครื่องยนต์ที่มีการทำงานดีให้อัตราเร่งสูงจะมีส่วนสำคัญอย่างมาก เช่นเดียวกับระบบช่วงล่างที่ต้องวางใจได้ ซึ่งความจริงตลอดการเดินทาง สิ่งที่น่าประทับใจอีกอย่างใน Ford Ranger  Wildtrak 3.2 คือระบบกันสะเทือนของมัน ที่แม้ทั้งหมดจะยังอยู่บนพื้นฐานของ ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกอิสระ 2 ชั้น และด้านหลังใช้แบบแหนบแผ่นซ้อน ตามกฎของช่วงล่างรถยนต์กระบะทั่วๆไป แต่ มันก็สามารถซับแรงกระแทกได้ดีกว่า แถมยังไม่ได้ให้ความรู้สึกที่หยาบกระด้าง แต่มันกลับหนึบแน่น ให้ความรู้สึกที่เป็นเก๋งที่มากกว่ากระบะ แถมมิหนำซ้ำเมื่อเทียบกับรถยนต์นั่งบางรุ่นในระดับรถหรูมันยังสามารถปีนเกลียวขึ้นไปเทียบชั้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ และแม้จะนิ่มจนคนข้างหลังกล้าพูดว่าไม่มีปัญหาในเรื่องการสะเทือนจนคย่อนอาหารออกมา แต่เรื่องการทรงตัวก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร เพราะไม่ว่าจะโค้งแคบหรือยาว ก็ยังให้ความมั่นใจอย่างมาก ด้วยส่วนหนึ่งจากการทำงานของระบบควบคุมการทรงตัว แต่เมื่อมองว่ารถกระบะ 4X4 ที่มีความสูงขนาดนี้ สามารถตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้ดีมากขนาดนี้ มันก็เป็นอะไรที่มากกว่า ที่คิด

                เมื่อช่วงล่างที่ดีผสานกับการทำงานของเครื่องยนต์ที่หนักหน่วงตลอดเวลา Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ก็กลายเป็นจรวดทรงเรียบดีๆที่เหมือนสัตว์ร้ายบนถนน และเมื่อประกอบกับหน้าตาที่โหดของมัน อารมณ์ที่เร่งอย่างดุดัน ก็ไม่น่าแปลกที่เราจะพบว่ารถหลายคันขออาสาหลบทางให้เจ้ากระบะยักษ์คันนี้ ได้ผ่านไป เรียกว่าเหมือนใบเบิกทางดีๆ ที่ต้องพึ่งแตร แต่ใช้บุคลิกของรถยนต์ให้เป็นประโยชน์

ยิ่งเมื่อพูดถึงการเร่งแซงทำได้แทบทุกจังหวะ ก็ยิ่งเพิ่มความประทับใจในการขับขี่ Ford Ranger  Wildtrak 3.2 แต่แล้วเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดก็เริ่มทำให้เราเข้าใจว่าเกียร์ที่เยอะก็ไม่ได้มีดีเสมอไปเพราะ ในบางจังหวะที่เราแซงมาเจอรถคันหน้าที่ช้ากว่านั้น ระบบเกียร์จะมีการปรับตัวช้าบ้างเป็นบางจังหวะ แต่มันก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้าสู่โหมดสปอร์ตในการขับขี่  สามารถชักขึ้น-ลงตามสะดวก แต่ก็ต้องเรียนรู้ที่จะจับจังหวะบ้างในการขับขี่ และเมื่อคุ้นชิน การควบคุมเจ้า 3.2 ก็ไม่ใช่เรื่องยากเพราะมันจะสามารถเร่งได้อย่างทันใจตามความต้องการ จนใครที่ขับตามต้องไม่เชื่อว่ากระบะที่มีพิกัดระดับ 2 ตันสามารถเร่งแซงได้ไม่ต่างจากรถสปอร์ตชั้นนำทั่วๆไป

เที่ยวเมืองอุบลกับสมรรถนะลุย

                เรามาถึงอุบลอย่างปลอดภัยด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่ต้องเรียกว่า เร้าใจตลอดเส้นทางการเดินทางและ ในการมาเยือนอุบลครั้งนี้ สถานที่อย่างสามพันโบกก็ทำให้เรามีความรู้สึกที่ต้องเดินทางไปให้ถึงให้ได้กับสุดขอบของเมืองท่าทางอีสานที่สำคัญ

                การขับรถไปสามพันโบก ตลอดเส้นทางนั้นก็ยังคงความเป็นถนน 2 เลนสวนเช่นเคยและเช่นเดียวกับการเดินทางก่อนหน้านี้  มันให้อารมณ์การขับขี่ที่ลงตัวสบายและมั่นใจได้ ซึ่งต้องยอมรับว่า ส่วนหนึ่งมาจากแรงบิดที่ดีในช่วงรอบเครื่องยนต์ที่เราได้ใช้งานจริง ทำให้มันลงตัว

เราใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงปลายทาง ซึ่งช่วงที่เรามาในปลายเดือนตุลาคมนั้นเป็นช่วงที่โบกพึ่งโผล่พ้นนำมาพอดี และรถยนต์ก็สามารถลงไปจอดแต่ต้องลงไปแบบว่าลุยๆกันเล็กๆน้อย เราเลยลองใช้เกียร์ขับเคลื่อน 4 ลงลงไปลุยปีนป่ายสักหน่อยพอเป็นพิธีเราใช้เวลาไม่นานก็เดินทางมาถึงปลายทาง ซึ่งช่วงที่เรามาในปลายเดือนตุลาคมนั้นเป็นช่วงที่โบกพึ่งโผล่พ้นนำมาพอดี และรถยนต์ก็สามารถลงไปจอดแต่ต้องลงไปแบบว่าลุยๆกันเล็กๆน้อย เราเลยลองใช้เกียร์ขับเคลื่อน 4 ลงลงไปลุยปีนป่ายสักหน่อยพอเป็นพิธี

                การใช้งานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ใน Ford Ranger  Wildtrak 3.2 ใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรนัก  ด้วยการออกแบบระบบที่ยังมาพร้อมฟังชั่นกรขับขี่แบบเดิม คือ 4 L 4H  และ 2H  ตามแต่การใช้งานที่เหมาะสม และครั้งนี้เราใส่ 4 L เพื่อลองขับขี่ ซึ่ง มันก็ให้อารมณ์การขับขี่ที่ลงตัว เครื่องยนต์ 3.2 ลิตรที่ทรงพลังสามารถพาเราฝ่าฟันอุปสรรคลงไปได้ หรือแต่ระบบช่วยเหลือต่างๆ อย่างระบบช่วยลงทางลาดชันเองก็ตาม แต่จากที่มาลุยสั้นๆ เราก็ค้นพบว่า  แม้จะมีสมรรถนะดีแต่เรือนร่างที่ใหญ่อาจจะมากไปหน่อย อาจจะเป็นปัญหาบ้างในการลุยจริง

                ยิ่งเมื่อพูดว่าขับทางออฟโรดต้องรู้รอบทิศนั่นก็คือความสำคัญ เพราะการวางล้อเพื่อผ่านอุปสรรคก็อาจจะเป็นเรื่องที่ยากบ้างพอสมควร ในการขับขี่หากต้องการนำเจ้ายักษ์คันนี้ไปลุย แต่ทุกอย่างจะมีทางออกเมื่อคุณคุ้นชินกับรถมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ประหยัดหายห่วง ...

                จริงๆก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าประหยัดได้หรือเปล่าเพราะตั้งแต่เราเลือกรถยนต์คันนี้มาเราก็ไม่ได้คิดที่จะใส่ใจว่ามันเป็นรถยนต์ที่จะเซฟน้ำมันกันสุดๆอะไรแบบนั้น เพราะเรามองว่า นี่คือกระบะที่สามารถตอบสนองอะไรมากกว่าที่เราเคยคิดในรถกระบะคันหนึ่งจะสามารถทำได้

เครื่องยนต์ 3.2 ลิตร 5 สูบแถวเรียงอาจจะไม่ใช่ทางเลือกของคนทั่วไปแต่เมื่อถามว่ามันซดน้ำมันแบบไม่ยั้งใช่หรือไม่คำตอบคือไม่ใช่และเราได้ทดสอบอัตราประหยัดไปพร้อมกันด้วยระหว่างทาง และท้ายสุดก่อนหมดถัง เราได้ตัวเลขประหยัดที่ 9.7 ก.ม./ลิตร ในการเดินทางนอกเมือง ด้วยระยะทาง 608 ก.ม. ก่อนที่จะเติมกลับถังไป 62.7 ลิตร ถือว่าเป็นอัตราประหยัดที่น่าประทับใจไม่น้อย ยิ่งเมื่อนับว่าตลอดการเดินทางก็ใช้ความเร็วพอสมควรในการขับขี่ ตั้งแต่ 120-140 ก.ม./ช.ม. ตามแต่สภาพเส้นทาง

            Ford Ranger Wildtrak 3.2  อาจจะไม่ใช่รถยนต์ที่หลายคนถวิลหามากนัก แต่มันก็เป็นการสื่อถึงความก้าวหน้าของกระบะ ที่ทั้งเปี่ยมด้วยการออกแบบดีไซน์ สมรรถนะในการขับขี่ ไปจนถึงความพร้อมการใช้งานแบบไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม ถ้าถามว่าราคา 1.099 ล้านบาท มันคุ้มค่าที่จับจองไหมเป็นเจ้าของข้อนี้ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือกระบะที่ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ ถ้ากำลังมองหาปิคอัพที่ตอบโจทย์เรื่องไลฟ์สไตล์

Ford Ranger Wildtrak 3.2  อาจจะไม่ใช่รถยนต์ที่หลายคนถวิลหามากนัก แต่มันก็เป็นการสื่อถึงความก้าวหน้าของกระบะ ที่ทั้งเปี่ยมด้วยการออกแบบดีไซน์ สมรรถนะในการขับขี่ ไปจนถึงความพร้อมการใช้งานแบบไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติม ถ้าถามว่าราคา 1.099 ล้านบาท มันคุ้มค่าที่จับจองไหมเป็นเจ้าของข้อนี้ก็ต้องยอมรับว่า นี่คือกระบะที่ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ ถ้ากำลังมองหาปิคอัพที่ตอบโจทย์เรื่องไลฟ์สไตล์

ผลการทดสอบ Ford Ranger Wildtrak 3.2

Ford Ranger Wild trak 3.2  ราคาจำหน่าย 1,099,000 บาท

เครื่องยนต์และการทำงานของเครื่องยนต์

เครื่องยนต์แบบ 5 สูบแถวเรียง ขนาด 3200 ซีซี

ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 3000 รอบต่อนาที

แรงบิดสุงสุด 470 นิวตันเมตร  1750 -2500 รอบต่อนาที

การทำงานของเครื่อง

ที่ความเร็ว 100 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์ทำงาน 1750 รอบต่อนาที

ที่ความเร็ว 110 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์ทำงาน 1900 รอบต่อนาที

ที่ความเร็ว 120 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์ทำงาน 2100  รอบต่อนาที

ที่ความเร็ว 130 ก.ม./ช.ม. เครื่องยนต์ทำงาน 2250 รอบต่อนาที

สถิติความเร็วสูงสุด 178 ก.ม. /ช.ม. / ทดสอบจาก  V-Box  177.35 ก.ม./ช.ม.

อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. 11.9 วินาที  /  ทดสอบจาก  V-Box 12.23 วินาที

อัตราเร่ง 80- 120  ก.ม./ช.ม. 10 วินาที

ทดสอบจาก  V-Box  เวลา 0-400 เมตร ได้ 18.44 วินาที

อัตราประหยัดจากการทดสอบ  9.7 กิโลเมตร / ลิตร

 

เรื่อง ภาพ และ ขับทดสอบ โดย ณัฐยศ ชูบรรจง www.sanook.com

 




Test Drive

Mazda CX-5 XDL คุ้มค่าน่าลอง
New toyota Yaris 2013
New teana 2.5XV หนุ่มขึ้น คล่องแคล่ว
Mitsubishi Attrage สมราคา น่าใช้
Chevrolet Spin โดดเด่นเรื่องความอเนกประสงค์
Subaru XV หล่อล่ำ ขับสนุก article
New toyota vios 2013
BMW 320i Luxury Line สมรรถนะแรง ประหยัดน้ำมัน
All New Honda Accord
Suzuki Ertiga รถ Mini MPV แบบฉบับพ่อบ้านที่โดดเด่นเรื่องช่วงล่าง



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล